หลังจากที่ได้พูกถึงใจเจ็บไปในบทที่แล้ว ในบทนี้ก็เลยอยากจะพูดต่อไปถึงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใจเจ็บ และหลายท่านก็คงมีประสบการณ์ที่ต้องเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก สืบเนื่องมาจาก "ความรัก" ต้องขอยอมรับว่าความรักนี้เป็นกลไกลของใจที่สลับซับซ้อน ซึ่งตนเองก็มิได้เป็นผู้รู้แจ้งแห่งจิตที่จะสามารถนำมาอธิบายให้ท่านเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ คงเป็นแต่มุมมองที่จะทำให้เราได้เกิดสติ และเกิดปัญญา ที่จะไม่ทำให้สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นความรักมาทำร้ายใจของเราเอง และขณะเดียวกันก็ใจของผู้อื่น
ในทางจิตวิทยา ได้อธิบายว่าความรักประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่างคือ "ความใกล้ชิด การผูกมัด และความหลงใหล(เสติร์นเบิร์ก) มากกว่านี้ยังพบว่า ความรักเป็นเพียงสิ่งผิวเผินเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่อุทิศตนให้กับความรักโดยการแสดงออกซึ่งการกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา(อีริก ฟรอมม์) ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเมื่อเรารักใครแล้ว ใจเราก็มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่ต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา มีความรู้สึกผูกพันอยากเป็นเจ้าของ และมีความพึงพอใจและหลงใหลจนถึงยอมที่จะทำในสิ่งยากลำบาก อดทนกับสิ่งที่บีบเค้นใจได้เป็นระยะเวลายาวนาน
แต่ทำไม ความรักถึงทำให้เราเจ็บปวดใจได้ เรามาช่วยกันพิจารณาตามแนวทางของผู้ศึกษาสภาวะแห่งใจร่วมกัน....ทางพุทธศาสนาคำที่เกี่ยวข้องกับความรักมีอยู่หลายคำ แต่ในบริบทของความรักของหนุ่มสาวก็คือ "เสน่หา" ซึ่งเป็นความรักที่เจือด้วย"ตัณหา" และมีพื้นฐานมาจาก "โลภะ" ตัณหาคือความอยากได้ เช่น ความอยากได้รูป อยากได้ยินเสียง อยากได้รส อยากได้สัมผัส หรือแม้กระทั่งความอยากได้ธรรมารมณ์ที่ดี ส่วนโลภะคือ ความทะยานอยาก ยินดี ติดใจในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อเกิดโลภะก็จะทำให้จิตใจหิวโหย อยากได้ เกิดการดิ้นรน อยู่ไม่เป็นสุข หากหยุดยั้งไม่ได้ก็เป็นเหตุให้ิต้องดิ้นรนในสิ่งที่แสวงหาและสิ่งที่อยากได้เพื่อมาสนองความต้องการให้จนได้ แต่ถ้าไม่ได้ดังที่ใจต้องการก็เป็นทุกข์และสามรถจะแปลเปลี่นเป็นความระทมอย่างแสนสาหัสได้ ทั้งตัณหาและโลภะเปรียบเสมือนเป็นนายที่ปกครองใจเราอยู่ตลอดเวลา สั่งให้เราอยากได้ และเสาะแสงหาอยู่ทุกขณะ ซึ่งปกครองใจเราโดยที่เราไม่รู้ตัว พอถึงตรงนี้ทุกท่านลองพิจารณาตามดู และพอจะนึกถึงสภาพในชีวิตตามความเป็นจริงได้ไหมครับว่า ใจเราเป็นไปดังที่ได้กล่าวไว้ไหมเวลาที่เรามีความรัก และพอเห็นแล้วหรือไม่ว่าสาเหตุแห่งความผิดหวังและเจ็บปวดใจเกิดขึ้นกับเราเป็นเพราะอะไร
ขอให้ทุกท่านลองน้อมใจพิจารณาสภาวะแห่งใจที่เกิดขึ้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วให้ดี เพราะถ้าความรักเป็นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งมีคนที่ถือบังเหียนเป็น โลภะ และ ตัณหา ความสุขที่แท้จริงที่ควรเกิดขึ้นที่ใจและที่จะแบ่งปันไปให้เพื่อให้ผู้อื่นได้มีความสุขคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เป็นดังที่ได้กล่าวมา กลไกลของใจในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ แต่เราอาจพอที่จะสามารถสัมผัสกับความรักที่บริสุทธิ์จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเราได้ เช่นความรักจากแม่ที่มีต่อลูก ซึ่งไม่ว่าลูกจะเลวหรือดีอย่างไรแม่ก็ยังคงรักลูกอย่างหมดหัวใจและไม่มีวันเสื่อมคลาย ถึงแม่ต้องร้องไห้กับการกระทำของลูกสักกี่ครั้งแต่แม่ก็ไม่เคยหมดความรักที่มีให้กับลูก ยังคงให้อภัย และยังคงรักอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่มีความละเอียดและบริสุทธิ์มากคือ เป็นความเมตตา(ความรักความยินดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจและไม่มีกามเจือปน)และเป็นความกรุณา(การลงมือกระทำให้กับผู้อื่นให้ได้ในสิ่งที่ดี ถึงแม้ต้องใช้ความเพียรพยายาม) เป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไข และคงเป็นความรักที่เราคงต้องน้อมใจนำเอาไปเป็นแบบอย่าง
สุดท้ายดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ผ่านมา ถ้าใจที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ ใจจะไ่ม่รู้เลยว่า สภาวะที่เกิดขึ้นแล้วนั้น เป็น ตัณหา ใจก็ยังคงมีความพึงพอใจ และหลงใหลจนกระทั่งผลแห่งการกระทำของตัณหานั้นส้มฤิทธิืผล ส่งผลให้สุดท้ายเราต้องทุรนทุรายทุกข์ทรมานอยู่ร่ำไป เปรียบเสมือนไฟที่ไหม้บนศีรษะ และถ้าหากดับไม่ทันก็จะลามมาเผาไหม้ตัวเราจนหมด.........
หวังว่าทุกท่านยังคงไม่เบื่อทีจะติดตาม ซึ่งผมจะพูดความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของใจในโอกาสต่อไป
ขอความสุขและความเจริญในธรรมจงมีแด่ผู้ปฏิบัติเพื่อเอาชนะความต้องการแห่งตน และผู้ร่วมอนุโมทนา
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
ใจเจ็บ เพราะไม่ยอมจบ
หลังจากได้เขียนบทแรกไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องสำรวจใจ บทนี้เลยอยากพูดถึงเรื่องใจต่อไปแต่เป็นสภาวะของใจอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า "ใจเจ็บ" ซึ่งทุกท่านก็คงมีประสบการณ์ที่ต้องผ่านเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตที่ต้องทำให้ ใจเราเจ็บ ลองมาสำรวจดูกันนะครับว่า เราจะสามารถพิจารณาสภาวะแห่งใจในสภาพตามความเป็นจริง และ เกิดปัญญาเพื่อพิจารณา อันจะทำให้เราไม่ทำร้ายใจของเราได้หรือไม่
อยากให้ท่านลองพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าแท้ที่จริง ๆ แล้วคนที่ทำให้เราเจ็บนั้นมิใช่ใคร แต่ เป็นใจของเราเอง หลายครั้งที่คนที่ทำให้เราเจ็บจบไปแล้ว แต่ใจเรายังไม่จบ เรายังคงวนเวียนครุ่นคิดสิ่งที่เกิดขึ้น และทันทีที่คิดเราก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัวใจทุกๆครั้งไป เปรียบเสมือนเอามีดมาปักลงบนหัวใจของเราเอง จำนวนครั้งที่คิดก็เท่ากับจำนวนบาดแผลที่เกิดขึ้นบนหัวใจ หรือ เปรียบเสมือนเรากำกระจกที่คมกริบเอาไว้ ทั้งที่รู้ว่ายิ่งกำแน่นก็จะยิ่งเจ็บและบาดแผลก็ยิ่งจะลึกลงไป แต่เราก็ไม่สามารถบอกตัวเองให้คลายมือที่กำเอาไว้เถอะ หรือ เกวี้ยงมันทิ้งไปให้ไกลเถอะ ทำไมใจของเราถึงเป็นเช่นนั้น
หลายครั้งที่เราไม่สามารถปล่อยวางความคิดดังกล่าวของเราได้ คิดวนไปวนมา ซ้ำไปซ้ำมา สะสมความเจ็บปวดและความทุกข์ระทมไว้ในใจ จนกลายเป็นความคิดที่ฝังรากลงไปในระดับจิตใต้สำนึก และเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความอาฆาต พยาบาท และการทำร้ายโดยหมายปองให้ผู้ที่กระทำได้รับความเจ็บปวดกลับคืนไป กลายเป็นการกระทำและผลแห่งการกระทำที่ต่อเนื่อง อันก่อให้เกิดการจองเวรจองกรรมกันต่อไปไม่มีที่สุดสิ้น ซึ่งถึงตอนนี้ท่านเห็นแล้วหรือยังว่าต้นเหตุแห่งการกระทำหรือกรรมทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นที่ใจ เจ้าของใจเป็นผู้กำหนด ตราบใดที่เรายังไม่สามารถมีสติ และเกิดปัญญาเพื่อพิจารณา และปล่อยวางที่ใจได้เหตุแห่งกรรมก็ไม่มีวันหมดไป
ลองมาพิจารณาต่อว่าเราจะระงับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจเราได้อย่างไร ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าทั้งหลายทั้งปวงล้วนแต่มีใจเป็นผู้กำหนด แต่ธรรมชาติของใจหากไม่ได้รับการฝึกฝนก็เปรียบเสมือนลูกลิงที่ไม่เคยอยู่นิ่งและเต็มไปด้วยความที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่าสิ่งใดดีเป็นประโยชน์ หรือสิ่งใดที่เป็นโทษแก่ตัวเอง หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องลิงแสมจมน้ำตาย ลิงแสมอยากรู้อยากเห็นเอามือแหย่ลงไปในรูปู แล้ก็โดนปูหนีบมือเอามือออกจากรูปูไม่ได้ จนน้ำขึ้นและท่วมลิงตาย เช่นเดียวกันถ้าใจเราไม่มีสติสามารถที่จะพิจารณาให้รู้ถึงสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงและตามเหตุและปัจจัยได้ ปัญญาที่จะเห็นว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่เราก็ไม่เกิด เราไม่สามารถปล่อยวาง หรือ โยนมันทิ้งไป สุดท้ายเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงแสมที่ต้องจมน้ำตายในที่สุด
หากท่านสามารถมีสติ พิจารณาให้เห็นดังที่ได้กล่าวแล้ว พิจารณาต่อไปอีกให้เห็นถึงประตูแห่
โอกาสที่เปิดขึ้น เพื่อให้ท่านได้พิจารณาถึงข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้ต้องเจ็บปวดใจ แล้วมองกลับมาหาที่ตัวเรา เอาอัตตาวางไว้ข้าง ๆ แล้วน้อมใจเพื่อยอมรับข้อผิดพลาดต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อนำไปเป็นสิ่งที่สอนใจ เพื่อไม่ให้ข้อผิดพลาดต่าง ๆ เกิดขึ้นกับเราอีก และเก็บความรู้สึกและความทรงจำที่ดีไว้ สิ่งที่ทำให้ใจเราอบอุ่น เกิดความเข้าใจ และให้อภัย ไม่โทษใคร น้อมใจต่อสิ่งที่ผิดพลาด และเรียนรู้ สะสมเสบียงที่จะใช้ในการเดินทางแห่งหนทางแห่งสุขที่แท้จริง ต่อไป
เจอกันใหม่ในบทต่อไป
ขอความสุขและความเจิรญในธรรมจงมีแด่ผู้ตั้งใจต่อสู้กับอัตตา และผู้ร่วมอนุโมธนา
อยากให้ท่านลองพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าแท้ที่จริง ๆ แล้วคนที่ทำให้เราเจ็บนั้นมิใช่ใคร แต่ เป็นใจของเราเอง หลายครั้งที่คนที่ทำให้เราเจ็บจบไปแล้ว แต่ใจเรายังไม่จบ เรายังคงวนเวียนครุ่นคิดสิ่งที่เกิดขึ้น และทันทีที่คิดเราก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัวใจทุกๆครั้งไป เปรียบเสมือนเอามีดมาปักลงบนหัวใจของเราเอง จำนวนครั้งที่คิดก็เท่ากับจำนวนบาดแผลที่เกิดขึ้นบนหัวใจ หรือ เปรียบเสมือนเรากำกระจกที่คมกริบเอาไว้ ทั้งที่รู้ว่ายิ่งกำแน่นก็จะยิ่งเจ็บและบาดแผลก็ยิ่งจะลึกลงไป แต่เราก็ไม่สามารถบอกตัวเองให้คลายมือที่กำเอาไว้เถอะ หรือ เกวี้ยงมันทิ้งไปให้ไกลเถอะ ทำไมใจของเราถึงเป็นเช่นนั้น
หลายครั้งที่เราไม่สามารถปล่อยวางความคิดดังกล่าวของเราได้ คิดวนไปวนมา ซ้ำไปซ้ำมา สะสมความเจ็บปวดและความทุกข์ระทมไว้ในใจ จนกลายเป็นความคิดที่ฝังรากลงไปในระดับจิตใต้สำนึก และเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความอาฆาต พยาบาท และการทำร้ายโดยหมายปองให้ผู้ที่กระทำได้รับความเจ็บปวดกลับคืนไป กลายเป็นการกระทำและผลแห่งการกระทำที่ต่อเนื่อง อันก่อให้เกิดการจองเวรจองกรรมกันต่อไปไม่มีที่สุดสิ้น ซึ่งถึงตอนนี้ท่านเห็นแล้วหรือยังว่าต้นเหตุแห่งการกระทำหรือกรรมทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นที่ใจ เจ้าของใจเป็นผู้กำหนด ตราบใดที่เรายังไม่สามารถมีสติ และเกิดปัญญาเพื่อพิจารณา และปล่อยวางที่ใจได้เหตุแห่งกรรมก็ไม่มีวันหมดไป
ลองมาพิจารณาต่อว่าเราจะระงับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจเราได้อย่างไร ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าทั้งหลายทั้งปวงล้วนแต่มีใจเป็นผู้กำหนด แต่ธรรมชาติของใจหากไม่ได้รับการฝึกฝนก็เปรียบเสมือนลูกลิงที่ไม่เคยอยู่นิ่งและเต็มไปด้วยความที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่าสิ่งใดดีเป็นประโยชน์ หรือสิ่งใดที่เป็นโทษแก่ตัวเอง หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องลิงแสมจมน้ำตาย ลิงแสมอยากรู้อยากเห็นเอามือแหย่ลงไปในรูปู แล้ก็โดนปูหนีบมือเอามือออกจากรูปูไม่ได้ จนน้ำขึ้นและท่วมลิงตาย เช่นเดียวกันถ้าใจเราไม่มีสติสามารถที่จะพิจารณาให้รู้ถึงสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงและตามเหตุและปัจจัยได้ ปัญญาที่จะเห็นว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่เราก็ไม่เกิด เราไม่สามารถปล่อยวาง หรือ โยนมันทิ้งไป สุดท้ายเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงแสมที่ต้องจมน้ำตายในที่สุด
หากท่านสามารถมีสติ พิจารณาให้เห็นดังที่ได้กล่าวแล้ว พิจารณาต่อไปอีกให้เห็นถึงประตูแห่
โอกาสที่เปิดขึ้น เพื่อให้ท่านได้พิจารณาถึงข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้ต้องเจ็บปวดใจ แล้วมองกลับมาหาที่ตัวเรา เอาอัตตาวางไว้ข้าง ๆ แล้วน้อมใจเพื่อยอมรับข้อผิดพลาดต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อนำไปเป็นสิ่งที่สอนใจ เพื่อไม่ให้ข้อผิดพลาดต่าง ๆ เกิดขึ้นกับเราอีก และเก็บความรู้สึกและความทรงจำที่ดีไว้ สิ่งที่ทำให้ใจเราอบอุ่น เกิดความเข้าใจ และให้อภัย ไม่โทษใคร น้อมใจต่อสิ่งที่ผิดพลาด และเรียนรู้ สะสมเสบียงที่จะใช้ในการเดินทางแห่งหนทางแห่งสุขที่แท้จริง ต่อไป
เจอกันใหม่ในบทต่อไป
ขอความสุขและความเจิรญในธรรมจงมีแด่ผู้ตั้งใจต่อสู้กับอัตตา และผู้ร่วมอนุโมธนา
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สำรวจใจ
ในวันหนึ่งหนึ่งกับสิ่งที่เราต้องผ่านเข้ามามากมาย กับความวุ่นว่ายในภาระกิจและหน้าที่ ที่ทำให้เราต้องตอบสนองสิ่งต่าง ๆ อย่างรวดเร็วด้วยปัญญาและความสามารถที่เรามี จนบางครั้งเราไม่มีโอกาสได้สังเกตุถึงสิ่งที่มากระทบหรือเกิดขึ้นที่ใจของเรา เราตอบสนองทุกอย่างตามความธรรมชาติ นิสัย และความเคยชิน ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราเสมอมา จนวันหนึ่งเราเริ่มรู้สึกว่าทำไมเรามีอารมณ์โกรธอยู่เสมอ ๆ ทำไมเราฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา ทำไมถึงเราเริ่มคิดร้ายต่อคนอื่น และทั้งหลายทั้งปวง ใจเราเริ่มไม่อบอุึ่น ใจเราเหนื่อยเหมือนเราต้องเอาใจเราลงวิ่งแข่งมาราธอนที่ไม่มีเส้นชัย เรารู้สึกเหนือยหน่ายกับปัญหาทีุ่ถาโถมเข้ามา ใจเราไม่มีความสุขอย่างที่เราต้องการ จุดนี้อาจเริ่มเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับการเดินทางใหม่ของใจที่เราจะต้องมาพิจารณา
ขอให้ลองนึกว่ามีเพียงช่องว่างเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างสิ่งที่เข้ามากระทบใจ กับสิ่งที่ปรากฏขึ้นที่ใจ ช่องว่างที่เล็กที่สุดนี้เรียกว่า "สติ" ถ้าเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าถ้าเราขาดสติ การตอบสนองของใจเราก้บสิ่งที่มากระทบจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของใจเราและเกิดขึ้นโดยทันที กลายเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับใจ ซึ่งสภาวะเหล่านี้หากเป็นสิ่งที่ดี ก็จะบังเกิดความสุขและความเอิมอิ่มในใจ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็เปรียบเสมือนสิ่งที่มาทำร้ายและกระทบกระเทือนใจ กลายเป็นความโกรธ ความพยาบาท ความเศร้าหมอง ถ้าเปรียบใจเราเหมือนเด็กน้อยที่ต้องการการถนุดถนอม เราคงไม่ต้องการที่จะทำร้ายเด็กน้อยที่ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือและปกต้องตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา
การที่เราต้องมีสติและหมั่นดูสภาพของใจเราเสมอเป็นหัวใจที่สำคัญ เปรียบเสมือนเราส่องดูตัวเราเองในกระจกทุกวัน และเมื่อใดที่เห็นสิ่งสกปรกหรือรอยเปื้อนที่มาติดอยู่ตามร่างกาย เราต้องรีบชำระออกอย่างทันที มิฉนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะเกาะและปกคลุมใจจนไม่เห็นเนื้อแท้และความงามที่ซ่อนอยู่ เหมือนเอาโคลนมาพอกอัญมณีที่สวยงาม การชำระสิ่งที่ปนเปื้อนในใจเราเป็นสิ่งที่ถึงแม้จะลำบากแต่ต้องทำด้วยความเพียรพยายามและความตั้งมั่น ให้เปรียบเหมือนว่าสิ่งเศร้าหมองนี้เป็นเหมือนไฟที่กำลังไหม้ผมบนศีรษะของเราที่เราต้องรีบทำการดับอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังและสติทั้งหมดที่มีของเราและอย่างต้องเอาชีวิตรอด ก่อนที่ไฟแห่งสิ่งเศร้าหมองทั้งหลายจะเผาทำลายตัวเราและใจเราจนมอดไหม้
เราจะดับไฟเหล่านี้ได้อย่างไร คงต้องกลับมาที่สติให้รู้ถึงสิ่งที่มากระทบกับใจ และพึงระลึกรู้ตามสภาวะเป็นจริงที่ปรากฎ ถ้าเป็นสภาวะของอารมณ์โกรธ ก็ให้รู้ว่านี้คือโกรธ ถ้าเป็นความพึงพอใจก็ให้รู้ว่าเป็นความพึงพอใจหรือ "ตัณหา" แล้วใช้ปัญญาพิจารณาสภาพที่เกิดขึ้นที่ใจ แล้วให้เห็นว่าสิ่งนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันตั้งอยู่ แล้วสุดท้ายมันก็ดับไป ไม่มีตัวตน ไม่สามารถแตะต้องได้ ไม่ใช่ของเรา สภาพดังกล่าวเป็นสภาพตามธรรมชาติที่เกิดขึ้้นตามเหตุและปัจจัย เป็นเหมือนกล่องดำที่เรามิไ้ด้เป็นผู้ถือไว้ ความโกรธที่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดและอยู่ในสภาพนั้นตลอดไปทั้งชีวิตของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้วก็ดับไปแล้วและไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญดังกล่าว ซึ่งเราต้องทำอยู่ตลอดเวลา และใช้ความพยายามเหมือนดังเราต้องดับไฟที่กำลังไหม้ศีรษะของเราเพื่อดิ้้นรนเอาชีวิตรอด
ขอความสุขและความเจริญในธรรมจงมีแด่ผู้ปฏิบัติและผู้ร่วมอนุโมธนาครับ
ขอให้ลองนึกว่ามีเพียงช่องว่างเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างสิ่งที่เข้ามากระทบใจ กับสิ่งที่ปรากฏขึ้นที่ใจ ช่องว่างที่เล็กที่สุดนี้เรียกว่า "สติ" ถ้าเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าถ้าเราขาดสติ การตอบสนองของใจเราก้บสิ่งที่มากระทบจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของใจเราและเกิดขึ้นโดยทันที กลายเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับใจ ซึ่งสภาวะเหล่านี้หากเป็นสิ่งที่ดี ก็จะบังเกิดความสุขและความเอิมอิ่มในใจ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็เปรียบเสมือนสิ่งที่มาทำร้ายและกระทบกระเทือนใจ กลายเป็นความโกรธ ความพยาบาท ความเศร้าหมอง ถ้าเปรียบใจเราเหมือนเด็กน้อยที่ต้องการการถนุดถนอม เราคงไม่ต้องการที่จะทำร้ายเด็กน้อยที่ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือและปกต้องตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา
การที่เราต้องมีสติและหมั่นดูสภาพของใจเราเสมอเป็นหัวใจที่สำคัญ เปรียบเสมือนเราส่องดูตัวเราเองในกระจกทุกวัน และเมื่อใดที่เห็นสิ่งสกปรกหรือรอยเปื้อนที่มาติดอยู่ตามร่างกาย เราต้องรีบชำระออกอย่างทันที มิฉนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะเกาะและปกคลุมใจจนไม่เห็นเนื้อแท้และความงามที่ซ่อนอยู่ เหมือนเอาโคลนมาพอกอัญมณีที่สวยงาม การชำระสิ่งที่ปนเปื้อนในใจเราเป็นสิ่งที่ถึงแม้จะลำบากแต่ต้องทำด้วยความเพียรพยายามและความตั้งมั่น ให้เปรียบเหมือนว่าสิ่งเศร้าหมองนี้เป็นเหมือนไฟที่กำลังไหม้ผมบนศีรษะของเราที่เราต้องรีบทำการดับอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังและสติทั้งหมดที่มีของเราและอย่างต้องเอาชีวิตรอด ก่อนที่ไฟแห่งสิ่งเศร้าหมองทั้งหลายจะเผาทำลายตัวเราและใจเราจนมอดไหม้
เราจะดับไฟเหล่านี้ได้อย่างไร คงต้องกลับมาที่สติให้รู้ถึงสิ่งที่มากระทบกับใจ และพึงระลึกรู้ตามสภาวะเป็นจริงที่ปรากฎ ถ้าเป็นสภาวะของอารมณ์โกรธ ก็ให้รู้ว่านี้คือโกรธ ถ้าเป็นความพึงพอใจก็ให้รู้ว่าเป็นความพึงพอใจหรือ "ตัณหา" แล้วใช้ปัญญาพิจารณาสภาพที่เกิดขึ้นที่ใจ แล้วให้เห็นว่าสิ่งนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันตั้งอยู่ แล้วสุดท้ายมันก็ดับไป ไม่มีตัวตน ไม่สามารถแตะต้องได้ ไม่ใช่ของเรา สภาพดังกล่าวเป็นสภาพตามธรรมชาติที่เกิดขึ้้นตามเหตุและปัจจัย เป็นเหมือนกล่องดำที่เรามิไ้ด้เป็นผู้ถือไว้ ความโกรธที่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดและอยู่ในสภาพนั้นตลอดไปทั้งชีวิตของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้วก็ดับไปแล้วและไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญดังกล่าว ซึ่งเราต้องทำอยู่ตลอดเวลา และใช้ความพยายามเหมือนดังเราต้องดับไฟที่กำลังไหม้ศีรษะของเราเพื่อดิ้้นรนเอาชีวิตรอด
ขอความสุขและความเจริญในธรรมจงมีแด่ผู้ปฏิบัติและผู้ร่วมอนุโมธนาครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)