วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สำรวจใจ

ในวันหนึ่งหนึ่งกับสิ่งที่เราต้องผ่านเข้ามามากมาย กับความวุ่นว่ายในภาระกิจและหน้าที่ ที่ทำให้เราต้องตอบสนองสิ่งต่าง ๆ อย่างรวดเร็วด้วยปัญญาและความสามารถที่เรามี จนบางครั้งเราไม่มีโอกาสได้สังเกตุถึงสิ่งที่มากระทบหรือเกิดขึ้นที่ใจของเรา เราตอบสนองทุกอย่างตามความธรรมชาติ นิสัย และความเคยชิน ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราเสมอมา จนวันหนึ่งเราเริ่มรู้สึกว่าทำไมเรามีอารมณ์โกรธอยู่เสมอ ๆ ทำไมเราฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา ทำไมถึงเราเริ่มคิดร้ายต่อคนอื่น และทั้งหลายทั้งปวง ใจเราเริ่มไม่อบอุึ่น ใจเราเหนื่อยเหมือนเราต้องเอาใจเราลงวิ่งแข่งมาราธอนที่ไม่มีเส้นชัย เรารู้สึกเหนือยหน่ายกับปัญหาทีุ่ถาโถมเข้ามา ใจเราไม่มีความสุขอย่างที่เราต้องการ จุดนี้อาจเริ่มเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับการเดินทางใหม่ของใจที่เราจะต้องมาพิจารณา


ขอให้ลองนึกว่ามีเพียงช่องว่างเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างสิ่งที่เข้ามากระทบใจ กับสิ่งที่ปรากฏขึ้นที่ใจ ช่องว่างที่เล็กที่สุดนี้เรียกว่า "สติ" ถ้าเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าถ้าเราขาดสติ การตอบสนองของใจเราก้บสิ่งที่มากระทบจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของใจเราและเกิดขึ้นโดยทันที กลายเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับใจ ซึ่งสภาวะเหล่านี้หากเป็นสิ่งที่ดี ก็จะบังเกิดความสุขและความเอิมอิ่มในใจ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็เปรียบเสมือนสิ่งที่มาทำร้ายและกระทบกระเทือนใจ กลายเป็นความโกรธ ความพยาบาท ความเศร้าหมอง ถ้าเปรียบใจเราเหมือนเด็กน้อยที่ต้องการการถนุดถนอม เราคงไม่ต้องการที่จะทำร้ายเด็กน้อยที่ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือและปกต้องตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา

การที่เราต้องมีสติและหมั่นดูสภาพของใจเราเสมอเป็นหัวใจที่สำคัญ เปรียบเสมือนเราส่องดูตัวเราเองในกระจกทุกวัน และเมื่อใดที่เห็นสิ่งสกปรกหรือรอยเปื้อนที่มาติดอยู่ตามร่างกาย เราต้องรีบชำระออกอย่างทันที มิฉนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะเกาะและปกคลุมใจจนไม่เห็นเนื้อแท้และความงามที่ซ่อนอยู่ เหมือนเอาโคลนมาพอกอัญมณีที่สวยงาม การชำระสิ่งที่ปนเปื้อนในใจเราเป็นสิ่งที่ถึงแม้จะลำบากแต่ต้องทำด้วยความเพียรพยายามและความตั้งมั่น ให้เปรียบเหมือนว่าสิ่งเศร้าหมองนี้เป็นเหมือนไฟที่กำลังไหม้ผมบนศีรษะของเราที่เราต้องรีบทำการดับอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังและสติทั้งหมดที่มีของเราและอย่างต้องเอาชีวิตรอด ก่อนที่ไฟแห่งสิ่งเศร้าหมองทั้งหลายจะเผาทำลายตัวเราและใจเราจนมอดไหม้


เราจะดับไฟเหล่านี้ได้อย่างไร คงต้องกลับมาที่สติให้รู้ถึงสิ่งที่มากระทบกับใจ และพึงระลึกรู้ตามสภาวะเป็นจริงที่ปรากฎ ถ้าเป็นสภาวะของอารมณ์โกรธ ก็ให้รู้ว่านี้คือโกรธ ถ้าเป็นความพึงพอใจก็ให้รู้ว่าเป็นความพึงพอใจหรือ "ตัณหา" แล้วใช้ปัญญาพิจารณาสภาพที่เกิดขึ้นที่ใจ แล้วให้เห็นว่าสิ่งนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันตั้งอยู่ แล้วสุดท้ายมันก็ดับไป ไม่มีตัวตน ไม่สามารถแตะต้องได้ ไม่ใช่ของเรา สภาพดังกล่าวเป็นสภาพตามธรรมชาติที่เกิดขึ้้นตามเหตุและปัจจัย เป็นเหมือนกล่องดำที่เรามิไ้ด้เป็นผู้ถือไว้ ความโกรธที่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดและอยู่ในสภาพนั้นตลอดไปทั้งชีวิตของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้วก็ดับไปแล้วและไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญดังกล่าว ซึ่งเราต้องทำอยู่ตลอดเวลา และใช้ความพยายามเหมือนดังเราต้องดับไฟที่กำลังไหม้ศีรษะของเราเพื่อดิ้้นรนเอาชีวิตรอด

ขอความสุขและความเจริญในธรรมจงมีแด่ผู้ปฏิบัติและผู้ร่วมอนุโมธนาครับ